GK_TOOLS

 

 

E-mail Print PDF

โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านเนินธัมมังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช
  

 
พระราชดำริ :  สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  
 
แนวพระราชดำริ
           ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่บ้านเนินธัมมัง หมู่ 5 ตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที 7 ตุลาคม พ.ศ. 2536 พระองค์ได้ทรงรับทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรในพื้นที่ซึ่งมีฐานะยากจน การประกอบอาชีพหลักคือการทำนา ผลผลิตที่ได้รับอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทำให้หัวหน้าครอบครัวต้องออกไปหางานทำต่างถิ่นเหลือแต่แม่บ้าน เด็ก และคนชรา พระองค์จึงได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อให้การก่อสร้างศาลาศิลปาชีพขึ้น (หลังเก่า) ปัจจุบันใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติงานของกลุ่มแปรรูปกระจูด เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2537 และพระองค์ได้ทรงเริ่มส่งเสริมงานด้านศิลปาชีพให้กับราษฎรในพื้นที่ และหมู่บ้านใกล้เคียงเป็นต้นมา
   
ที่ตั้งของโครงการ : บ้านเนินธัมมัง หมู่ 5 ตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช
  
วัตถุประสงค์โครงการ
             เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้สามารถประกอบอาชีพได้ โดยทรงส่งเสริมงานด้านศิลปาชีพให้แก่ราษฎรในพื้นที่และหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อส่งเสริมให้ราษฎรได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว ซึ่งศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง มีสมาชิกได้ดำเนินการใน 3 กลุ่มอาชีพ คือ กลุ่มทอผ้า กลุ่มแปรรูปกระจูด ที่จักรสานผลิตภัณฑ์ตามรูปแบบที่กองศิลปาชีพกำหนดให้ และจักสานเพื่อการจำหน่ายเอง และกลุ่มปักผ้าด้วยมือ นำไปกลับทำที่บ้านแล้วส่งกองศิลปาชีพตีราคาผลิตภัณฑ์จำหน่าย
   
  
 
หน่วยงานผู้ดำเนินงาน /หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง :   
- กรมพัฒนาที่ดิน
- จังหวัดนครศรีธรรมราช
- สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)
 
  
 
ลักษณะโครงการ :     
เมื่อปี พ.ศ. 2540 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ก่อสร้างอาคารศิลปาชีพหลังใหม่ขึ้นมาแทนหลังเก่า และเปิดทำการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2542 เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 2 ชั้น กว้าง 25 เมตร ยาว 45 เมตร โดยชั้นล่างเป็นห้องโถงโล่ง อนุญาตให้ใช้เป็นพื้นที่ปฏิบัติงานของกลุ่มทอผ้า ม.5 บ้านเนินธัมมัง ส่วนชั้นบนประกอบด้วย ห้องส่วนพระองค์ (ห้องทรงงาน) ห้องผู้ติดตามชาย ห้องผู้ติดตามหญิง และห้องโถงโล่ง โดยจัดเจ้าหน้าที่จากกองพันทหารช่างที่ 402 เพื่อทำหน้าที่อำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแล และติดตามผลการปฏิบัติงานของสมาชิก ซึ่งจะต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วยกันกับโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง เป็นผลทำให้ราษฎรมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่งานด้านศิลปาชีพให้แพร่หลายต่อไป และในปัจจุบัน ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง มีสามชิกรวมทั้งสิ้น 539 ราย
การนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระราชดำริให้ช่วยเหลือราษฎรให้สามารถประกอบอาชีพได้ และได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อก่อสร้างศาลาศิลปาชีพขึ้น ทรงส่งเสริมงานด้านศิลปาชีพให้แก่ราษฎรในพื้นที่และหมู่บ้านใกล้เคียง ในอดีตบ้านเนินธัมมัง มีปัญหาน้ำท่วมขังในฤดูนาปี รวมทั้งพื้นที่มีสภาพดินเปรี้ยว และมีวัชพืชหนาแน่น จนได้มีการศึกษาแนวทางเรื่องการผลิตข้าวในระหว่างปี 2540-2547  โดยศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงและสถานีทดลองข้าวนครศรีธรรมราช ทำให้บ้านเนินธัมมังสามารถปลูกข้าวในเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเดือนกันยายน  
 
ผู้ได้รับประโยชน์ : ราษฎรบ้านเนินธัมมัง หมู่ 5 ตำบลแม่เจ้าอยู่หัว และหมู่บ้านใกล้เคียงโครงการ     
 
ผลการดำเนินงานและกิจกรรมโครงการ
          นอกจากการขาดแคลนน้ำแล้ว ราษฎรบ้านเนินธัมมังยังประสบปัญหาในเรื่องของน้ำเปรี้ยวจากพรุไม่สามารถทำการเกษตรได้ ส่งผลถึงการประกอบอาชีพเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลักของราษฎรบ้านเนินธัมมัง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำเปรี้ยวจากพรุเข้าพื้นที่ทำกินของราษฎร ระบบป้องกันน้ำเค็มบุกรุก และระบบส่งน้ำจืดเพื่อช่วยเหลือการเพาะปลูกของราษฎร รวมทั้งขยายผลการปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง
  
ซึ่งสำนักงาน กปร. ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณแก่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงและสถานีทดลองข้าวนครศรีธรรมราช ในการดำเนินงานศึกษาแนวทางเรื่องการผลิตข้าว และการขยายผลการผลิตข้าวในลักษณะบูรณาการ รวมทั้ง ส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ดี ให้การอบรมศึกษาดูงาน ตลอดจนการพัฒนากลุ่มวิสาหกิจ จัดตั้งโรงสีข้าวชุมชนขึ้น ตลอดถึงการผลิตข้าวปลอดสารพิษ ทำให้ราษฎรบ้านเนินธัมมังและพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง สามารถทำการเกษตรกรรมและปลูกข้าวได้ผลผลิตดี
โดยการปลูกข้าวในพื้นที่แห่งนี้จะเริ่มปลูกในเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวได้ในเดือนกันยายน พันธุ์ข้าวที่สามารถปลูกได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้แก่ พันธุ์สุพรรณบุรี 1,2 ชัยนาท 1 ปทุมธานี 1 และพันธุ์พัทลุง นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้รับความรู้เรื่องวิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองและสามารถมีข้าวไว้เพียงพอสำหรับการบริโภค ส่งผลให้ราษฎรในพื้นที่ทุกวันนี้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าอดีตที่ผ่านมา เป็นผลให้ไม่ต้องย้ายถิ่นไปขายแรงงานในพื้นที่ที่ห่างไกลครอบครัวอีกต่อไป
 
ความสำเร็จของโครงการ
           ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมด้วยผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ สำนักงานคณะกรรมการเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ตรวจเยี่ยมติดตามงานโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านเนินธัมมัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  
            นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เล่าย้อนเรื่องราวว่า ตนได้มีโอกาสตามเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แต่คราวใดที่ตามเสด็จฯ ไกลมาถึงบ้านเนินธัมมัง พื้นที่ตรงนี้ทรงเป็นความหวังของพระองค์ในการปลูกข้าว พระองค์ท่านทรงเห็นพื้นที่นี้ ดินไม่ดี น้ำก็มี 3 รส หรือที่เรียกว่า 4 น้ำ 3 รส ปลูกอะไรก็จะลำบาก ตลอดจนทรงห่วงใยว่าในยุคนั้นมีความยากลำบาก ประชาชนยากจน ห่างไกลการคมนาคม ความเจริญเข้ามาไม่ถึง ไฟฟ้าก็ไม่มี 
“สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งให้กระผมพร้อมคณะ มาเยี่ยมพ่อแม่พี่น้องชาวเนินธัมมัง ผมเข้าใจว่า พระองค์จะทรงคิดถึงประชาชน ว่าเมื่อพระองค์ท่านไม่ได้เสด็จฯ มาเยี่ยมแล้ว อย่างน้อยก็ 9 ปีแล้ว ซึ่งจำได้ว่าครั้งล่าสุดเมื่อปี 2546 แต่อยู่ๆ ไม่ทราบว่าทรงคิดอะไร พระองค์ท่านบอกว่าให้เดินทางลงมาดูหน่อยว่า พี่น้องชาวเนินธัมมังมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไหม ปลูกอะไรได้บ้าง มีการพัฒนาพื้นที่ให้น้ำดีขึ้น ดินดีขึ้นที่จะเพาะปลูกอะไรได้บ้าง และงานศิลปาชีพที่ประสงค์ให้ทำไปถึงไหนแล้ว ชาวบ้านยังทำอยู่หรือเปล่า ยังปักผ้า ยังทอผ้าอยู่หรือไม่ ตอนนี้ทอผ้ายก แล้วทอได้หรือยัง ผมไม่มีความรู้เลยเรื่องนี้ ก็รับใส่เกล้าใส่กระหม่อมมา และมีโอกาสมาวันนี้ก็ได้พบปะกับพี่น้อง สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจ คือ บ้านเนินธัมมังแห่งนี้ยังอยู่ในสภาพที่ดีมาก และได้ใช้สอยประโยชน์คุ้มค่ากับที่ได้พระราชทานไว้ ได้ทราบว่ามีการใช้ประโยชน์ต่อเนื่องทั้งปี มีการดูแลบำรุงรักษาอย่างดี โดยกองทัพภาคที่ 4 กองพลพัฒนาที่ 4 ท่านแม่ทัพได้กรุณารับผิดชอบเป็นผู้ดูแลทำหน้าที่ ตลอดจนเป็นเจ้าหน้าที่หลักในการที่จะก่อให้เกิดกิจกรรมต่อเนื่องและเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระองค์ท่าน” องคมนตรี กล่าว
ทางด้านนางจำปี กลางบน สมาชิกทอผ้ายกเมืองนครศรีธรรมราช ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง เล่าว่า เมื่อก่อน ชาวบ้านมีความลำบากมาก ไม่มีถนนหนทางใช้สัญจรไปมา ผู้ชายต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ส่วนผู้หญิงต้องอยู่เฝ้าบ้าน เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมเยียนราษฎรบ้านเนินธัมมัง พระองค์ทรงมองเห็นถึงความลำบากของประชาชน ก็ทรงจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพให้แก่ชาวบ้านได้ทอผ้ากันเป็นรายได้เสริม
 เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ มา พระองค์ท่านก็รับสั่งให้หาคนมาทอผ้า ก็หาได้ 11 คน ตนก็ได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จฯ พระองค์ท่านด้วย เมื่อมีการทอผ้าทำให้ลูกหลานที่ไปทำงานต่างถิ่นก็กลับมาฝึกหัดกันทอผ้า ปีต่อมาพระองค์ท่านก็รับสั่งให้ทอผ้าไหมเพิ่มอีก และเมื่อทอไปเรื่อยๆ ก็มีรายได้ดีขึ้น ก็ส่งเสริมให้ลูกหลานมาทำมากขึ้น ยังมาซึ่งความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น การเดินทางก็สะดวก ส่วนผู้ชายก็ได้กลับมาทำนา ทำสวน หาปลาที่บ้านขาย อยู่ดีกินดีขึ้น ถือว่าเป็นความโชคดีของชาวบ้านที่นี่ที่พระองค์ได้พระราชทานความช่วยเหลือ
 “ดิฉันมีความรู้สึกภาคภูมิใจมากอย่างหาที่สุดไม่ได้ พูดทีไรก็ตื้นตันใจ หลังจากที่พระองค์ท่านทรงส่งเสริมอาชีพขึ้นที่นี่ ก็ทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ของชาวเนินธัมมังดีขึ้น จากเมื่อก่อนที่มีลูก 5 คน 3 คน แรกไม่ได้เรียนหนังสือเลย ได้เรียนเพียง 2 คนหลัง มาตอนนี้ทุกคนได้เรียนหนังสือหมด  ทุกวันนี้นอกจากทอผ้าแล้ว ก็ยังปลูกปาล์มน้ำมันอีก 15 ไร่ และในศูนย์แห่งนี้พระองค์ยังส่งเสริมให้ทำนา ปลูกปาล์ม เลี้ยงปลา จักสานกระจูด นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อยากให้พระองค์ท่านอยู่กับประชาชนนานที่สุด” นางจำปี กลางบน เล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่มีต่อราษฎรชาวเนินธัมมัง
 
   
ที่มาของข้อมูล : ศูนย์ประสานงานโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 
ผู้ที่เกี่ยวข้อง : นางจำปี กลางบน สมาชิกทอผ้ายกเมืองนครศรีธรรมราช ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง
เบอร์ติดต่อ : ศูนย์ประสานงานโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศาลากลางจังหวัด ชั้น 2
ถนนราชดำเนิน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000, โทรศัพท์: 0 7535 6952, อีเมล์: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it